เลือกผิดทีม

เลือกผิดทีม ก่อนหน้านี้ในช่วงหลังจบศึกฟุตบอลโลกที่ประเทศรัสเซียเมื่อช่วงกลางปีที่ผ่านมา เธียร์รี่ อองรี ที่ตอนนั้นเป็นสต๊าฟฟ์โค๊ชของทีมชาติเบลเยี่ยม


โดยรับหน้าที่เป็นผู้ช่วยของโรแบร์โต้ มาร์ติเนซ กุนซือชาวสเปนในทีมเบลเยี่ยม ได้รับคำชมและได้ รับเครดิต ไปมากทีเดียวกับผลงานของทีมชาติเบลเยี่ยมในศึกฟุตบอลโลก และมีส่วนทำให้ทีมชาติเบลเยี่ยมคว้าอันดับที่ 3 มาครองได้สำเร็จด้วย รวมถึงการเป็นนักวิเคราะห์ที่ยอดเยี่ยมของสถานีโทรทัศน์ของอังกฤษในยามที่เขาไปเป็นคอมเมนเตเตอร์หลังการแข่งขัน ทำให้มีหลายสโมสรที่ต้องการเปลี่ยนผู้จัดการทีมในตอนนั้นสนใจที่จะดึงอดีตทีมชาติฝรั่งเศสและเป็นตำนานนักเตะของอาร์เซน่อลไปคุมทีมหลายทีมทีเดียว ทั้งทีมแอสตัน วิลล่าในศึกแชมเปี้ยนชิปของอังกฤษ รวมถึงทีมบอร์กโดซ์ในศึกลีก เอิงก็เช่นกัน แต่การเจรจาดูเหมือนจะล้มเหลวไปทั้งคู่ ทำให้สุดท้ายแล้วเธียร์รี่ อองรีก็ยังไม่ได้ก้าวขึ้นมาเป็นกุนซือเสียที จนกระทั่งเมื่อกลางเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ที่โมนาโกตัดสินใจปลดเลโอนาร์โด้ ชาร์ดิม กุนซือโปรตุกีสที่ทำทีมเป็นแชมป์ลีก เอิงเมื่อ 2 ฤดูกาลก่อนออกจากตำแหน่งพอดี หลังจากที่พาทีมทำผลงานในฤดูกาลนี้ได้อย่างย่ำแย่ ทำให้โมนาไปทาบทามอองรีให้เข้ามาคุมทีม ซึ่งเขาก็ได้ตอบตกลงโดยทันที ถึงแม้ว่าสถานการณ์ของทีมจะอยู่ในโซนตกชั้นอยู่แล้วก็ตาม

เหตุผลที่น่าจะทำให้เธียร์รี่ อองรี กล้ารับงานคุมทีมโมนาโก ซึ่งถือว่าเป็นทีมใหญ่ของลีกก็คือเขาเคยเป็นนักเตะของทีมนี้มาก่อนในสมัยตอนก้าวขึ้นมาเป็นนักเตะใหม่ๆ รวมถึงอาจจะมีการเจรจากันแล้วว่าเป้าหมายในฤดูกาลนี้ก็คือน่าจะทำให้ทีมรอดจากการตกชั้นก็พอ ซึ่งหากดูจากขุมกำลังแล้วโมนาโกมีผู้เล่นดาวรุ่งอนาคตไกลอยู่ในทีมมากมาย รวมถึงยังมีนักเตะที่ติดทีมชาติชั้นนำของยุโรปอยู่ในทีมก็หลายคน และยังมีกองหน้าที่ไว้ใจได้อย่างราดาเมล ฟัลเกาอีกด้วย แต่เอาเข้าจริงแล้ว เหล่านักเตะตัวหลักของทีมต่างได้รับบาดเจ็บกันเกินกว่า 10 รายด้วยซ้ำ ทำให้กุนซือหน้าใหม่วัย 41 ปี มีนักเตะให้เลือกใช้งานน้อย และต้องดันดาวรุ่งขึ้นมาเล่นหลายคนเลยทีเดียว ทำเขายังควานหาชัยชนะให้กับทีมไม่ได้เลยด้วยซ้ำ หลังจากเข้ามาคุมทีม และ 4 นัดที่ผ่านมาในลีก เขาสามารถเก็บได้เพียงแค่ คะแนน เดียวเท่านั้น จนตอนนี้โมนาโกต้องห่างจากโซนปลอดภัยถึง 5 คะแนนแล้วด้วย ซึ่งถือว่าเป็นการเลือกทีมที่ผิดพลาดของอองรีเลยก็ว่าได้


หน้าเเรก

เซร์คิโอ รามอส กับวิถีที่ไม่ยอมหยุดความรุนแรง

ยังคงอยู่ในแนวทางที่ก้าวร้าวเถื่อนดิบต่อไปอย่างไม่มีทีท่าว่าจะลดรา  สำหรับ เซร์คิโอ รามอส ผู้เล่นแห่งแดนกระทิงดุที่ก่อวีรกรรมมาแล้วมากมายไม่ว่าจะได้รับเสียงติติงโจทย์จันเพียงใดหรือสะสมสถิติผู้เล่นใบแดงในอัตราสูงแค่ไหน แต่ดูท่าว่านักเตะรายนี้ยังคงนิยมสไตล์การเล่นแบบของตนต่อไป แม้ว่าหลายฝ่ายจะมองว่านั่นไม่ใช่ยุทธวิธีและสไตล์การเล่น แต่มันคือวิธีป่าเถื่อน ไร้สปิริต ทำตัวเสมือนอยู่ในกีฬาโชว์มวยปล้ำที่กระหน่ำเล่นนอกเกมเพื่อให้ชนะ

เซร์คิโอ รามอส คือหนึ่งในเตะที่ถูกจับตาเอาผิดเป็นอย่างมากในยุคนี้ ซึ่งก่อนหน้านี้เขาก่อเหตร้ายๆมาหลายเรื่องไม่ว่าจะเป็น จังหวะการเข้าปะทะกับโมฮัมเหม็ด ซาลาห์ผู้เล่นชาวอียิปต์ จนถึงกับได้รับบาดเจ็บ หรือจังหวะกระแทกใส่ผู้รักษาประตู ลอริส คาริอุส จนถึงขั้นมีอาการได้รับความกระทบกระเทือนทางสมอง และล่าสุดยังมีการเล่นตุกติกนอกเกมอย่างน่ารังเกียจ ด้วยการเดินไปเหยียบขาผู้เล่นของแมนซิตี้กันแบบดื้อๆ

ซึ่งจากที่ไม่ว่าใครกำลังจะเชื่อว่าฟุตบอลในโลกยุคใหม่ที่มีการนำเทคโนโลยีย้อนภาพวีเออาร์มาใช้ จะสามารถหยุดค่านิยมเก่าๆของบรรดานักเตะที่คุ้นชิน หรือแม้กระทั่งมีทัศนคติผิดๆนิยมการเล่นตุกติกนอกเกม  ในแบบเก่าๆ  จะไม่สามารถนำมาพฤติกรรมเหล่านั้นมาใช้ได้อีก แต่ที่ไหนได้มันยังไม่สามารถที่จะหยุดยั้ง พฤติกรรมของ เซร์คิโอ รามอสได้

อีกทั้งสถิติใบแดงใบเหลือง ไม่ว่าจะแบนหรือไล่ออกจากสนามไปกี่ครั้ง ก็ไม่สามารถหยุดนิสัยของนักเตะรายนี้ได้เลย

โดย เซร์คิโอ รามอส เคยให้สัมภาษณ์ว่าตัวเขามีความชื่นชอบ ใฝ่ฝันอยากจะเป็น มาร์ทาดอร์ หรือนักสู้วัวกระทิงมาตั้งแต่เล็ก แต่ทางครอบครัวได้ห้ามเพราะมันเป็นงานที่เสี่ยงอันตรายมากเกินไป ซึ่งกระนั้นก็ตาม เซร์คิโอ รามอส ยังคงชื่นชอบและแว่บไปฝึกฝนทักษะการเป็นมาร์ทาดอร์อยู่เสมอ และตัวเขาเองยังพยายามจะประยุกต์มาใช้กับฟุตบอลอีกด้วย  รวมถึงผู้เล่นฟุตบอลที่เป็นไอดอลของเขาแต่ละราย ล้วนเป็นผู้เล่นที่มีฟอมร์ดิบเถื่อนชอบเข้าปะทะรุนแรงแทบทั้งสิ้น และมันบ่งชี้ให้เห็นว่า เซร์คิโอ รามอส แทบจะมองการตุกติกต่างๆเป็นเรื่องของแทคติคที่มีศาสตร์และศิลป หนำซ้ำตลอดช่วงเวลาที่เขาได้เล่นร่วมกันกับเปเป้  ที่มีดีกรีความรุนแรงระดับแถวหน้าของโลกด้วยกันแล้ว ยิ่งไม่แปลกใจเลยว่าทำไม เซร์คิโอ รามอส จึงยังไม่ปรับเปลี่ยนทัศนคติการเล่น

อย่างไรก็ตามไม่ว่าวิถีของเขาอาจจะมีคนบางกลุ่มชื่นชอบ หรือแม้แต่เจ้าตัวจะทรนงว่าเป็นสไตล์ของตนเอง  แต่สิ่งที่เขาทำนั้นมันคือสิ่งที่ไม่ใช่เพียงนอกเกมแต่ยังถึงขั้นเสี่ยงต่อการดับ อนาคตความฝันความหวัง ของนักฟุตบอลคนอื่นๆ  สิ่งที่เขาทำนั้นมันเสี่ยงต่อการทำลายร่างกายผู้อื่นให้ต้องจบอาชีพนักบอล  จนถึงขั้นบิดาของ โมฮัมเหม็ด ซาลาห์ ยังพยายามจะแจ้งความดำเนินคดีทางอาญามาแล้ว

 

“บากาโยโก้” กู่ไม่กลับ

หลังจากที่เริ่มต้นอาชีพค้าแข้งฟุตบอลอาชีพกับทีมแรนส์ได้เพียงแค่ปีเดียวเท่านั้น ติเอมูเอ้ บากาโยโก้ กองกลางร่างใหญ่ก็ได้ย้ายไปร่วมทีมโมนาโกด้วยค่าตัวประมาณ 7 ล้านยูโรในช่วงเดือนกรกฏาคมปี 2014 ในยุคการคุมทีมของเลโอนาร์โด้ ชาร์ดิม กุนซือหนุ่มชาวโปรตุกีส ที่ก็เข้ามารับงานในช่วงนั้นพอดี ซึ่งฟอร์มการเล่นของเขาก็พัฒนาขึ้นมาเรื่อยๆ จนได้กลายเป็นตัวหลักของโมนาโกในฤดูกาล 2016-2017 ซึ่งเป็นฤดูกาลที่เขาโชว์ฟอร์มได้อย่างสุดยอดในตำแหน่งกองกลาง โดยได้เล่นร่วมกับฟาบินโญ่ และแบร์นาร์โด้ ซิลวา ตัวรุกชาวโปรตุเกสคอยเสริม ซึ่งสุดท้ายโมนาโกก็กลายเป็นแชมป์ลีก เอิงได้สำเร็จในฤดูกาลนั้น ทำให้นักเตะหลายคนในทีมชุดนั้นได้รับความสนใจจากหลายสโมสรททั่วยุโรป ทั้งคิลิยัน เอ็มบัปเป้ กองหน้าดาวรุ่งก็ได้ย้ายไปทีมปารีส แซงต์ แชร์กแมงหลังจากจบฤดูกาลนั้น ส่วนแบ็งฌาแม็ง เมนดี้ และแบร์นาร์โด้ ซิลวา ก็ได้ย้ายไปร่วมทีมแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ซึ่งติเอมูเอ้ บากาโยโก้ก็เช่นกัน ที่สุดท้ายก็ได้ย้ายไปร่วมทีมเชลซี ทีมยักษ์ใหญ่แห่งกรุงลอนดอนของอังกฤษในยุคการคุมทีมของอันโตนิโอ คอนเต้ กุนซือชาวอิตาเลี่ยนเมื่อช่วงซัมเมอร์ปีที่แล้ว

แต่นับจากที่พาโมนาโกคว้าแชมป์ลีก เอิงได้สำเร็จ ฟอร์มการเล่นของกลางวัย 24 ปีก็ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป และยังไม่สามารถเล่นด้วยฟอร์มเหมือนดังเมื่อ 2 ฤดูกาลก่อนได้เลย โดยเมื่อฤดูกาลที่แล้วกับเชลซี เขาก็ได้รับโอกาสให้ลงสนามอยู่บ่อยครั้งในช่วงแรกๆ โดยเขาเป็นตัวตายตัวแทนของเนมานย่า มาติช กองกลางทีมชาติเซอร์เบีย ที่ทีมตัดสินใจปล่อยไปให้กับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แต่ว่าบากาโยโก้ไม่สามารถทดแทนมาติชได้เลย และทำให้ภาระหนักตกไปอยู่กับเอ็นโกโล่ ก็องเต้ กองกลางที่วิ่งตัดเกมตลอด และสุดท้ายเขาก็ต้องหลุดจากตำแหน่งตัวจริงไปตั้งแต่ช่วงกลางฤดูกาล และถึงแม้ว่าจะมีการเปลี่ยนกุนซือมาเป็นเมาริซิโอ ซาร์รี่ ก็ยังไม่ได้โอกาสอยู่ดี จนทำให้เขาต้องถูกปล่อยไปให้กับเอซี มิลานยืมตัวไปใช้งาน 1 ฤดูกาลพร้อมออปชั่นซื้อขาดหากพอใจผลงาน

กับเอซี มิลานในช่วงต้นฤดูกาลที่ผ่านมา ติเอมูเอ้ บากาโยโก้ ก็ยังไม่สามารถเรียกฟอร์มเก่งกลับมาได้เลย โดยมักได้ลงสนามเป็นตัวสำรองเสียส่วนใหญ่ แถมพอได้โอกาสลงสนามไปแล้ว ทีมมักจะรวนเป็นประจำ จนทำให้ทีมมีผลการแข่งขันที่ไม่ดีเวลาที่เขาลงสนามด้วย จนทำให้มีข่าวลือว่าเอซี มิลานเตรียมส่งกลับคืนให้เชลซีในเร็ววันนี้แล้วด้วย

 

2 สิ่งที่มูรินโญ่ต้องรีบแก้ไขที่สุดในการดึงปีศาจแดงขึ้นสู่หัวตาราง

ปีศาจแดง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ยอดสโมสรยักใหญ่จากเวทีพรีเมียร์ลีก อังกฤษที่ดูเหมือนว่าฟอร์มการเล่นในตอนนี้กำลังน่าเป็นห่วง โดยปีศาจแดงลงสนามในพรีเมียร์ลีก ไปแล้วทั้งหมด 7 เกมแต่กลับแพ้ไปถึง 3 เกมด้วยกัน หลายฝ่ายมองว่าอาจจะเป็นปัญหามาจากการคุมทัพของมูรินโญ่ ทำให้มูรินโญ่ในตอนนี้มีโอกาสสูงที่จะโดนปลดออกจากตำแหน่งกุนซือของปีศาจแดง ดูเหมือนว่ามูในตอนนี้จะต้องแบกรับแรงกดดันพอสมควร แต่ก็ยังมีแฟนบอลผีอีกหลายคนที่อยากจะให้โอกาสมูรินโญ่ ซึ่งวันนี้จะลองมาพูดถึงปัญหาที่มูรินโญ่กันว่าอะไรบ้างที่จะเป็นปัจจัยส่งผลให้มูรินโญ่ได้อยู่คุมต่อในโอดล์ แทร็ฟฟอร์ด

1.ตำแหน่งปีกซ้ายของปีศาจแดง ที่ก่อนหน้านี้มูรินโญ่เลือกที่จะมอบโอกาสให้กับอ็องโตนี่ มาร์กซิยาล และ แรชฟอร์ด ผลัดกันลงสนามเป็นตัวจริง แต่หลังจากที่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดได้ทางด้านของอเล็กซิส ซานเชา เข้ามาร่วมทัพเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา มูรินโญ่ก็เลือกที่จะมอบตำแหน่งปีกซ้ายให้กับ อเล็กซิส ซานเชส แต่อย่างไรก็ตามอาจจะไม่ใช่ตำแหน่งที่เจ้าตัวถนัดมากนัก ก่อนหน้านี้อเล็กซิส เล่นในตำแหน่งของกองหน้าซึ่งเจ้าตัวก็สามารถทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม ฉะนั้นการที่มูรินโญ่จับอเล็กซิส ซานเชสมาไว้ริมเส้นอาจจะไม่ใช่ทางออก หลายคนจึงเห็นได้ว่าซานเชสไม่สามารถแสดงฝีมือออกมมาได้เหมือนอย่างทุกครั้ง

2.เรื่องของปัญหาภายในทีม การที่มีปัญหากันเองภายในสโมสรย่อมไม่ใช่เรื่องที่ดีโดยก่อนหน้านี้โชเซ่ มูรินโญ่ตกเป็นประเด็นร้าวฉานกับทางด้านของ มาร์กซิยาลและป็อกบา ดูเหมือนว่าปัญหาดังกล่าวค่อนข้างที่จะร้ายแรงถึงขั้นแตกหักเลยก็ว่าได้ ประเด็นที่ได้รับความสนใจจากแฟนบอลเป็นอย่างมากน่าจะเป็นประเด็นล่าสุดที่มูรินโญ่ตัดสินใจที่จะปลดปอล ป็อกบาออกจากตำแหน่งของรองกัปตัน เนื่องจากทางมูรินโญ่ให้เหตุผลว่าป็อกบาเดินมาพูดกับตนเองว่าอยากที่จะย้ายออกไปค้าแข้งอยู่กับบาร์เซโลน่า นั่นเป็นเหตุผลที่มูรินโญ่ตัดสินใจที่ปลดนักเตะที่ไม่มีใจจะเล่นให้กับปีศาจแดง ออกจากตำแหน่งรองกัปตันทีม

อย่างไรก็ตามถ้าหากว่ามูรินโญ่ไม่สามารถแก้ปัญหาเหล่านี้ได้นั้นอาจจะทำให้โชเซ่ มูรินโญ่ จะต้องพ้นออกจากตำแหน่งของผู้จัดการทีมของแมนฯยู ซึ่งแน่นอนว่าแมนฯยูก็มีประเด็นกับโค้ชใหม่อยู่หลายคนเหมือนกันหนึ่งในนั้นก็คือ ซีเนดีน ซีดาน อดีตผู้จัดการทีมของเรอัล มาดริดที่ล่าสุดก่อนจะลาออกจากการคุมบังเหียนราชันชุดขาวก็พึ่งพาทีมคว้าแชมป์ ยูฟ่าแชมเปี้ยนส์ลีกมาครอง แต่ถ้าหากว่ามูรินโญ่สามารถแก้ปัญหาเหล่านี้ได้เชื่อว่าแมนฯยูอาจจะกลับขึ้นสู่อันดับในหัวตารางได้อีกครั้ง